ไนท์แฟรงค์ประเทศไทยและพีเพิลสเปซชูแนวคิดการวางกลยุทธ์พื้นที่ทำงาน Workplace Strategy สู่ยุคดิจิตอล

1785

นายอายุธพร บูรณะกุล กรรมการบริหารและหัวหน้าฝ่ายการวางกลยุทธ์พื้นที่ทำงาน บริษัท พีเพิลสเปซ คอนซัลติง (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัท ไนท์แฟรงค์ ประเทศไทย จำกัด เผยว่า ความต้องการที่เปลี่ยนไปในการใช้งานพื้นที่ เทคโนโลยีที่ตอบสนองกับการใช้งานในปัจจุบันและอนาคต และที่สำคัญที่สุดคือการคำนวณจุดคุ้มทุนในการใช้พื้นที่ทำงานให้กับองค์กร แน่นอนว่าปกติหน่วยงานต่างๆในองค์กรต้องทำอยู่แล้ว แต่การเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีที่รวดเร็ว ค่าเช่าพื้นที่สำนักงานที่เพิ่มสูงขึ้น และรูปแบบการทำงานที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้เกิดพื้นที่ทำงานรูปแบบใหม่ และแน่นอนว่ารูปแบบการคำนวณขนาดพื้นที่สำนักงานและค่าใช้จ่ายก็เปลี่ยนไป จากรูปแบบที่เป็น headcount มาเป็น seat-count จากรูปแบบกฏเกณฑ์ rule of thumb เฉลี่ย 10-12 ตารางเมตรต่อคนที่เคยใช้ได้ในอดีต วันนี้กลับไม่สามารถนำมาใช้ได้อีกต่อไป

หากพื้นที่ทำงานใหม่ในอนาคตขององค์กรที่มี Co-working Space เพื่อดึงดูดและรักษาบุคลากรที่มีคุณภาพ มีห้องประชุมที่เพียงพอเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน มีเทคโนโลยีที่ทันสมัยเพื่อส่งเสริมความคล่องแคล่วในการทำงานของพนักงาน มีการทำการบริหารการเปลี่ยนแปลงในที่ทำงานเพื่อเพิ่มความพึงพอใจของพนักงาน ทั้งหมดนี้องค์กรสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายไปได้กว่า 30% ต่อปีและคืนทุนภายใน 3 ปี

งานด้านการวางกลยุทธ์การใช้พื้นที่สำนักงาน” (Workplace Strategy) ถือเป็นงานวิชาชีพที่ค่อนข้างใหม่ ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาการออกแบบและใช้งานพื้นที่ทำงานให้เกิดไดนามิกสอดคล้องต่อรูปแบบการทำงานขององค์กรกับสภาพแวดล้อมพื้นที่การทำงานเพื่อให้มีประสิทธิภาพสูงสุดและลดค่าใช้จ่ายให้กับองค์กร

เป็นงานที่รวมทักษะด้านการบริหารทรัพยากรอาคาร (Facility Management : FM) และทักษะทางด้านการออกแบบสำนักงาน (Workplace Design) เข้าไว้ด้วยกัน โดยมุ่งเน้นไปที่ผลลัพธ์ทางธุรกิจ (business results) เป็นหลัก

นักวางกลยุทธ์ด้านพื้นที่สำนักงาน (Workplace Strategist) จึงมีหน้าที่ค้นหาข้อมูล ศึกษาข้อมูล และเปรียบเทียบข้อมูลการใช้งานพื้นที่ทำงาน ปริมาณพื้นที่ ความถี่ในการใช้งานพื้นที่และสิ่งอำนวยความสะดวกในอาคาร รูปแบบของการใช้งาน กิจกรรมและปริมาณความต้องการที่เปลี่ยนไปของผู้ใช้งานพื้นที่นั้นๆ และรวมถึงจำนวนการเปลี่ยนแปลงพนักงานอันจะเกิดขึ้นในอนาคต และยังต้องคำนึงถึงการประหยัดค่าใช้จ่าย (cost saving), การคำนวณจุดคุ้มทุน (return of invest หรือ ROI), การหาความพึงพอใจของพนักงาน (employee satisfaction), การดึงดูดและรักษาบุคลากรที่มีคุณภาพ (attract & retain calibre), เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของพนักงาน (improve productivity), ส่งเสริมความคล่องแคล่วในการทำงานของพนักงาน (enhance agile working), ส่งเสริมศักยภาพการใช้พื้นที่ (enhance space performance), และการบริหารการเปลี่ยนแปลงในที่ทำงาน (workplace change management) ฯลฯ

Advertisement

ตัวแปรหลักที่ส่งผลกระทบต่อธุรกิจมีอยู่ 3 อย่างด้วยกัน คือ

People (คน) เป็นตัวแปรหลักของทุกๆองค์กร ธุรกิจไม่สามารถเดินหน้าได้ถ้าขาดคน อย่างไรก็ตามคนก็เปลี่ยนไปตามแต่ละยุคแต่ละสมัย จาก traditionalist สู่ baby-boomer สู่ gen-x ในรุ่นถัดมาและ gen-y หรือ Millennial ในปัจจุบัน ซึ่งคนในแต่ละยุคมีทัศนคติการทำงานที่แตกต่างกัน ซึ่งการเปลี่ยนแปลงของคนในแต่ละยุคกินเวลาเฉลี่ยประมาณ 25.5 ปี

Property (พื้นที่) เป็นอีกหนึ่งตัวแปรที่มีการเปลี่ยนแปลงบ่อยและมีค่าใช้จ่ายที่สูง นัยของพื้นที่ทำงานประกอบไปด้วยนัยทางเศรษฐศาสตร์ (ค่าเช่า ค่าตกแต่ง จุดคุ้มทุน) นัยทางขนาด (ใหญ่ เล็ก พอเพียง) นัยทางสไตล์การออกแบบ และนัยทางนวัตกรรมสำนักงาน ซึ่งการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่ทำงานสำหรับองค์กรใหญ่ๆกินเวลาเฉลี่ยประมาณ 12 ปี

Technology (เทคโนโลยี) เป็นตัวแปรที่สำคัญที่สุดในช่วงเวลานี้ มีการพัฒนานวัตกรรมที่รวดเร็วและเปลี่ยนรูปแบบการทำงานของ “คน” ไปอย่างไม่เคยมีมาก่อน เช่น การเปลี่ยนแปลงจากสมุดจดบันทึกมาสู่คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ (desktop computer) จนมาสู่คอมพิวเตอร์พกพา (laptop computer) จนปัจจุบันพัฒนามาสู่โทรศัพท์อัจฉริยะ (smartphone) ซึ่งเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำงานของเราอย่างมีนัยสำคัญ และทำให้กระทบเรื่องของ “คน” และ “พื้นที่” เป็นวัฐจักรวนไป

แนวคิดงาน Workplace Strategy และผลลัพธ์

Advertisement
คอนโดราม, Niche MONO รามคำแหง
คอนโดราม, Niche MONO รามคำแหง
คอนโดราม, Niche MONO รามคำแหง